กลับมาอีกครั้งนะครับ กับการแปลบทความวิเคราะห์การเล่น, แทคติกจากการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศ ระหว่างยอดทีมที่ว่ากันว่า เก่งราวกับหลุดมาจากดาวนาเม็กอย่างบาร์เซโลน่า ที่โคจรมาบรรเลงเพลงแข้งกับแชมเปี้ยนจากอังกฤษที่กำลังฮึกเหิมสุดๆ อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งผมก็ทำใจอยู่นาน กว่าจะลงมือจัดการแปลมันจนเสร็จในวันนี้จนได้
 
ครับ ..ผมเป็นแฟนบอลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดครับ
 
ส่วนตัวแล้วผมมองว่าแมตช์นี้แมนฯ ยูของผมคงยากที่จะเอาชนะบาร์ซ่าได้ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว เพราะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ผมรัก มีแคแร็กเตอร์ประจำทีมอันสุดแสนจะแคลสสิคคือ "ตายยากส์" ดังที่คุณบอ.บู๋ คอลัมนิสต์แฟนผีพันธุ์แท้เคยนิยามถึงความตายยากเอาไว้ว่า อึดยิ่งกว่าเฟรดดี้นิ้วเขมือบ หรือเจสันศุกร์13 ซะอีกแน่ะ
 
อีกปัจจัยที่ทำให้ผมยังเชื่อมั่นว่าแมนฯ ยูสามารถเอาชนะทีมสุดเทพแห่งยุคอย่างบาร์เซโลน่าได้คือกึ๋นของบุรุษผู้ที่แฟนปิศาจแดงในเมืองไทยเรียกว่า "ป๋า" อย่างเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่คงไม่เพลี่ยงพล้ำต่อกุนซือหนุ่มมาดเนี้ยบอย่างโฆเซ็ป กวาร์ดิโอล่าเป็นคำรบสองแน่ๆ อย่างน้อยก็ไม่เละอย่างคราวที่แล้วล่ะวะ! (ครั้งที่แล้วที่สองทีมนี้โคจรมาเจอกัน ก็คือรอบชิงฯ แชมเปี้ยนส์ลีกเมื่อสองปีก่อนนี่เอง ซึ่งบาร์เซโลน่าต้อนตือไปสบายๆ 2-0) แต่สุดท้ายปาฏิหาริย์ก็ไม่เกิดขึ้นที่เวมบลี่ย์...
 
บาร์เซโลน่า เอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปอย่างไม่ยากเย็น 3-1 และนี่คือทัศนะจากเว็บไซต์วิเคราะห์แทคติกของต่างประเทศอย่าง zonalmarking.net ครับ ไปดูกันเลย
 
 
11 ตัวจริง
 
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด - เซอร์อเล็กซ์จัดตัวผู้เล่นในนัดนี้ตามที่หลายๆ สื่อคาดไว้ ซึ่งเรามักจะเห็นทีมชุดนี้ลงเล่นในเกมสำคัญของฤดูกาลนี้ตลอด คู่กองหน้าเป็นฮาเบียร์ 'ชิชาริโต้' เอร์นานเดซยืนหน้าเป้า โดยมีเวย์น รูนี่ย์คอยสนับสนุน ตรงกลางสนามมีไรอั้น กิ๊กส์กับไมเคิ่ล คาร์ริกยืนทำเกมคู่กัน ในขณะที่ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ไม่มีชื่อแม้ตัวสำรอง
 
บาร์เซโลน่า - โฆเซ็ป กวาร์ดิโอล่าได้เอริค อบิดัลกลับมาลงเล่นในตำแหน่งแบ็คซ้าย ส่วนในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็คเป็นฮาเบียร์ มาสเคราโน่ได้ลงเล่นแทนการ์เลส ปูโยลที่ไม่สมบูรณ์
 
รูปเกมโดยรวมของนัดนี้ไม่ต่างเมื่อสองปีที่แล้วมากนัก ยูไนเต็ดเริ่มต้นได้ดีกว่าในช่วงต้นเกม แต่หลังจากนั้นก็เป็นบาร์เซโลน่าที่ครองเกมได้เหนือกว่าและเอาชนะไปได้
 
ผังการยืนตำแหน่งคร่าวๆ ของ 11ตัวจริงทั้งสองทีมครับ
 
 
บาร์เซโลน่า 'เหนือกว่า'
 
บาร์เซโลน่าชุดนี้เป็นอาจจะทีมที่ดีที่สุดในโลก หรือดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยก็เป็นได้ ในวันที่พวกเขาเข้าฟอร์ม ก็ยากที่จะหาใครมาหยุดความร้อนแรงได้ แมนฯ ยูไนเต็ดพ่ายแพ้ต่อทีมที่ดีกว่าจริงๆ และเราก็ควรจะยินดีที่ได้เห็นเกมการเล่นที่ยอดเยี่ยมอย่างในวันนี้
 
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่สามารถครองเกมได้เลย เห็นได้จากโอกาสการยิงประตูที่แตกต่างกันถึง 22-4ครั้ง จำนวนครั้งที่ยิงเข้ากรอบก็อยู่ที่ 12-1 แม้ในช่วงแรกยูไนเต็ดจะกดดันบาร์ซ่าได้ดี แต่สุดท้ายก็เป็นบาร์ซ่าที่ทำได้ดีกว่าและเอาชนะไป
 
 
ชิชาริโต้ได้เป็นตัวจริง
 
การที่เซอร์อเล็กซ์เลือกฮาเบียร์ 'ชิชาริโต้' เอร์นานเดซ ลงสนามในเกมนี้แทนที่จะจัดกองกลางลงมา 5คนเพื่อเล่นในระบบ 4-5-1 หมายถึงเซอร์อเล็กซ์เตรียมทีมมาเพื่อเล่นเกมรุก แต่ว่าในพื้นที่กลางสนาม กิ๊กส์ และคาร์ริก ก็หายไปจากเกมอย่างสิ้นเชิง ส่วนเวย์น รูนี่ย์ ก็มีต้องคอยตามประกบเซร์คิโอ บุสเกต์ ซึ่งเป็นตัวเริ่มเกมบุกของบาร์เซโลน่าไม่ให้เล่นได้ถนัด เจ้าถั่วน้อยไม่สามารถใช้ความเร็วซึ่งเป็นจุดเด่นของเขาทำอันตายให้กับแนวรับของบาร์เซโลน่าได้ และมักจะถูกดักล้ำหน้าบ่อยๆ ซึ่งต้องมอบเครดิตให้กับแนวรับของบาร์เซโลน่าไปเต็มๆ
 
เมื่อปิดเกมรุกของยูไนเต็ดได้ บาร์เซโลน่าก็สามารถเล่นเกมของตัวเองได้สบายๆ โดยมีการเล่นกับดักล้ำหน้าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญในการเล่นเกมรับ เมื่อดักล้ำหน้าสำเร็จบ่อยๆ แบ็คโฟร์ของบาร์ซ่าก็สามารถตั้งไลน์ในพื้นที่สูงๆ ได้อย่างมั่นใจ แม้ว่าทั้งสี่คนจะไม่ใช่แผงหลังที่ได้เล่นด้วยกันบ่อยนักก็ตาม
 
 
ช่วงต้นเกมเป็นของยูไนเต็ด
 
ผังการส่งบอลไปยังพื้นที่สุดท้ายของแมนฯ ยูไนเต็ด สังเกตดูว่าฝั่งซ้ายที่อัลเวสยืนอยู่ หนาตึ้บเลย
 
ในช่วงต้นเกม เป็นทางด้านแมนฯ ยูไนเต็ดที่เล่นกันได้อย่างมีชีวิตชีวา โดยเน้นการเจาะพื้นที่ด้านหลังของดาเนียล อัลเวส(สังเกตจากแผนผังที่บอลจะขึ้นทางฝั่งซ้ายเป็นส่วนมาก) ยูไนเต็ดใช้ชิชาริโต้คอยวิ่งไล่กดดันแนวรับของบาร์ซ่าอย่างมาสเคราโน่ และอบิดัล ที่ยังผ่านบอลได้ไม่ดี และต้องการเวลาในการที่จะเซ็ตบอลขึ้นหน้ามากกว่าปูโยล ที่ไม่ได้ลงสนาม แมนฯ ยูฯ สามารถเข้าสกัดแย่งบอลจากเมสซี่ได้บ่อยครั้ง ผ่านบอลสั้นและยาวไปยังพื้นที่อันตราย โดยมีพาร์ค ชีซองที่เล่นได้โดดเด่นที่กราบซ้ายของสนาม
 
ในเกมรับ เมื่อบาร์เซโลน่าครองบอล วาเลนเซียและพาร์คจะถอยลงต่ำ และเข้ามาช่วยบีบพื้นที่ตรงกลางสนาม วาเลนเซียจะคอยตามประกบอันเดรียส อิเนียสต้าไม่ให้เล่นได้ถนัด แต่นั่นก็เป็นการเปิดโอกาสให้ฟูลแบ็คของบาร์ซ่ามีพื้นที่และเวลาในการเล่นบอล ซึ่งนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บาร์ซ่าสามารถครองบอลได้เป็นส่วนใหญ่
 
การยืนตำแหน่งในขณะไม่มีบอลของยูไนเต็ดจะเน้นการยืนต่ำ ทำให้บอลสุดท้ายที่อิเนียสต้าจะจ่ายทะลุช่องระหว่างเซนเตอร์กับฟูลแบ็ค จะถูกตัดออกข้าง หรือเลยออกหลังไป
 
 
ช่องว่างในแนวรับ
 
เมื่อกองหลังของแมนฯ ยูไนเต็ดยืนกันต่ำ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พื้นที่ว่างระหว่างกองหลังและกองกลางเปิดให้ ลิโอเนล เมสซี่ก็มีเวลาที่จะครองบอลเพื่อทำเกม ยูไนเต็ดแก้หมากในจุดนี้ด้วยการให้เนมันย่า วิดิชและริโอ เฟอร์ดินานด์ผลัดกันดันขึ้นสูงเพื่อปิดการเล่นของเมสซี่ ประตูแรกที่บาร์ซ่าทำได้ก็มาจากพื้นที่ตรงนี้ เมื่อชาบี้ได้ครองบอล เมสซี่ก็ดึงพาทริซ เอวร่าออกจากตำแหน่ง เปิดช่องให้กับเปโดร โรดริเกวซเข้าไปทำประตูนำ 1-0 ในนาทีที่ 27
 
จากแผนผัง โอกาสในการทำประตูของบาร์ซ่าส่วนใหญ่มาจากบอลสุดท้ายที่บริเวณหน้ากรอบเขตโทษ(สีน้ำเงินคือลูกที่ผ่านให้เพื่อนได้ทำประตู, สีเหลืองคือลูกที่ผ่านให้เพื่อนทำประตูได้)
 
ผู้เล่นแมนฯ ยูถูกดึงออกจากตำแหน่งหลายครั้ง โดยเฉพาะกองกลางที่กิ๊กส์, พาร์ค และวาเลนเซียไม่สามารถเอาชนะกองกลางของบาร์เซโลน่าได้ ในขณะที่คาร์ริก ก็มีภาระที่ต้องรับมือทั้งชาบี้ และอิเนียสต้าที่จ้องจะผ่านเขาไปจากทางด้านหน้า แล้วยังต้องระวังเมสซี่อยู่ด้านหลังอีก เรียกได้ว่าถูกผู้เล่นยอดเยี่ยมอันดับ1,2 และ3 จากการประกาศรางวัลของฟีฟ่าล้อมกรอบเอาไว้เลยทีเดียว
 
ประตูเดียวในเกมนี้ของยูไนเต็ด ได้มามาจากเกมเพรสซิ่งสูงที่เล่นกันได้ดีในช่วงแรกของเกมนั่นเอง ผู้เล่นมิดฟิลด์ของยูไนเต็ดเข้ามากดดันขณะที่อบิดัลกำลังจะเล่นลูกทุ่มและแย่งบอลไปได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นเป็นรูนี่ย์ทำชิ่งกับคาร์ริกและกิ๊กส์ เข้าไปทำประตูได้อย่างสวยงาม
 
 
 
 
ครึ่งหลัง
 
หลังจากพักครึ่ง เซอร์อเล็กซ์สลับตำแหน่งในแผงกองกลางให้พาร์คมายืนตรงกลางสนาม ส่วนกิ๊กส์ขยับออกไปริมเส้นฝั่งซ้าย เพื่อต้องการพลังในพื้นที่กลางสนาม แต่นั่นก็ทำให้การประกบเมสซี่ผิดพลาดจนนำไปสู่ประตูขึ้นนำ 2-1 ของบาร์เซโลน่า เมื่อพาร์คปล่อยให้เมสซี่พาบอลเข้าใกล้เขตโทษโดยไม่ตามมาปิดมุม โดยที่เซนเตอร์แบคตามขึ้นมาประกบเมสซี่ไม่ทัน
 
ผลอีกอย่างหนึ่งจากการสลับตำแหน่งครั้งนี้คือ ไรอั้น กิ๊กส์ไม่สามารถรับมือกับการเติมเกมของอัลเวสได้เลย แม้เซอร์อเล็กซ์จะรู้ว่าทีมต้องการความเปลี่ยนแปลงในแดนกลาง แต่การที่ไม่เปลี่ยนเอามิดฟิลด์ตัวกลางที่นั่งอยู่ข้างสนามถึงสามคน(ดาร์เรน เฟลทเชอร์, อันแดร์สัน, พอล สโคลส์)ลงสนาม แล้วใช้การสลับตำแหน่งกิ๊กส์-พาร์คแทน ดูจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่ส่งผลดีนัก
 
 
ท้ายเกม
 
เซอร์อเล็กซ์รอจนถึงนาทีที่69 จึงเปลี่ยนเอาฟาบิโอที่เล่นได้ไม่ดีนักออก และส่งนานี่ลงสนามแทน ปรับเอาวาเลนเซียมาเล่นแบ็คขวาแทน ซึ่งก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าเปลี่ยนเพราะแทคติกหรือเพราะปัญหาสภาพความฟิตของฟาบิโอ(ฟาบิโอได้ลงสนามเป็นตัวจริงในปีนี้16นัด แต่ก็ถูกเปลี่ยนออกถึง 10ครั้ง แต่ถ้าหากเปลี่ยนเพราะปัญหาความฟิต ทำไมจึงไม่มีรายชื่อของฟูลแบ็คอย่างจอห์น โอเชที่ม้านั่งสำรอง?)
 
หลังจากนั้นไม่นาน ดาบิด บีญ่าก็ปั่นโค้งสุดสวยให้บาร์เซโลน่าออกนำ 3-1 เรียกได้ว่าแทบจะปิดเกมนี้อย่างสิ้นเชิง ช่วงท้ายเกม บาร์เซโลน่า เน้นครองบอลเอาไว้มากกว่าที่จะบุกเพื่อทำประตูเพิ่ม โดยเฉพาะลิโอเนล เมสซี่ที่พาบอลผ่านคู่แข่งบริเวณกลางสนาม ในสไตล์การเล่นแบบเพลย์เมคเกอร์หมายเลข10 อย่างสนุกสนานเลยทีเดียว
 
จุดสีน้ำเงินคือจุดที่เมสซี่เลี้ยงบอลผ่านผู้เล่นแมนฯ ยูไนเต็ดสำเร็จ จะเห็นว่าอยู่ตรงกลามสนามซะเป็นส่วนใหญ่
 
 
บทสรุป
 
"พวกเราหยุดเมสซีไม่ได้เลย" เซอร์อเล็กซ์กล่าวหลังเกม "เราไม่สามารถตัดเกมตรงกลางของบาร์ซ่าเพื่อทำเกมบุกโต้กลับได้ และเล่นเกมที่เราถนัดให้มากที่สุด แต่มันก็ยากเหลือเกินที่จะประกบพวกเขาแบบตัวต่อตัว เราพยายามจะเล่นเกมในแบบของเรา แต่มันก็ยังไม่ดีพอในคืนนี้"
 
"พวกเรากดดันเอาบอลมาได้เยอะ เอาชนะทั้งคาร์ริกและกิ๊กส์ และนั่นแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของทีมของเรา นัดชิงฯ แชมเปี้ยนส์ลีกเป็นเกมที่ยากเสมอแต่ครั้งนี้เราเตรียมพร้อมกันมาดีกว่าคราวที่แล้วที่โรมเสียอีก เราสร้างโอกาสได้มากมาย และเราทำได้ เมสซี่เป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดที่ผมเคยเห็นมา ทีมของเรามีผู้เล่นที่ดี แต่เมสซี่เหนือกว่านั้น" กวาร์ดิโอล่ากล่าวชื่นชมลูกทีม
 
จากปากคำของผู้จัดการทั้งสองทีมคงพอจะสรุปได้ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บาร์เซโลน่าเป็นผู้ชนะในเกมนี้คือ
1.บาร์เซโลน่าเหนือกว่าอย่างชัดเจนในแดนกลาง
 
และ 2.บาร์เซโลน่ามีมนุษย์ต่างดาวอย่าง ลิโอเนลเมสซี่อยู่ในทีมนั่นเอง
 
 
จบไปแล้วนะครับสำหรับรีวิวจาก zonalmarking.net ที่ผมปาดน้ำตานั่งแปลอยู่สามวัน ทำใจอีกสามวันกว่าจะอัพขึ้นบล็อกได้ ฮ่าๆๆ ซึ่งก็อย่างที่ขึ้นหัวเอนทรี่ไว้ล่ะครับว่า "ตามคาด" แมนฯ ยูทีมรักของผมก็ต้องอกหักกับฟุตบอลถ้วยยุโรปไปอีกปี ซึ่งทีมที่มาหักอกก็เป็นบาร์เซโลน่าทีมเดิมมาสองครั้งติดต่อกันแล้วครับ บาร์เซโลน่าทีมนี้จะเรียกว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดของยุคนี้เลยก็ว่าได้ การเล่นเกมรุก ผ่านบอล การเคลื่อนที่ ทุกอย่างเรียกได้ว่าเป็นฟุตบอลในอุดมคติจริงๆ และนี่ก็จะเป็น Benchmark สำหรับทีมที่จะก้าวมาเป็นยอดทีมไปอีกนานอย่างแน่นอนครับ ขอซูฮกทีมงานของบาร์ซ่า นำโดยเป๊ป กวาร์ดิโอล่า และนักเตะชุดนี้ทุกคนอีกครั้งมา ณ ที่นี้ครับ
 
กลับมาทางด้านแมนฯ ยูไนเต็ด แม้รูปเกมแทบจะสู้ไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็นตลอดเกมก็คือ "ใจสู้" ที่ไม่ยอมแพ้ตลอด 90นาทีเลยก็ว่าได้ครับ ทีมชุดนี้หากไล่ดูทีละตำแหน่ง จะเรียกว่าเป็นนักเตะเกรดบีเกือบทั้งทีมเลยก็ว่าได้ ผู้เล่นของทีมลุ้นแชมป์ทีมอื่นในอังกฤษยังจะดูหวือหวากว่า แต่บรรดานักเตะเกรดบีเหล่านี้ พอมาเล่นด้วยกันด้วยแผนการเล่นจากมันสมองของเซอร์อเล็กซ์แล้ว กลายเป็นทีมที่ไร้เทียมทานในบ้าน คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แถมยังมาได้ไกลถึงรอบชิงฯ ถ้วยยุโรปอีก ทำผลงานได้ดีเกินคาดจริงๆ ครับ
 
สุดท้ายก่อนจากกันวันนี้ ผมฝากเพลงที่ผมฟังปลุกใจเวลาที่สิ้นหวังเป็นประจำเอาไว้สักเพลงก็แล้วกันครับ เพลงนี้มีชื่อว่า "ตัวเราของเรา" โดยวงภูมิจิตครับผม สำหรับบล็อกตอนนี้ก็คงจะจบลงแค่นี้ พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีครับ
 
 
 
 

edit @ 4 Jun 2011 00:05:37 by ihbnroll

Comment

Comment:

Tweet

สุดยอดดดดมากกกกอ่ะเพื่อนบึง

#1 By Peeraya on 2011-06-04 00:27